วันจันทร์ ที่ 2 กรกฎาคม 2550
ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก:มิตรภาพไทย-กัมพูชา?
Posted by อาคม , ผู้อ่าน : 710 , 23:20:31 น. | หมวดหมู่ : เดินเสาะหามรดกโลก
พิมพ์หน้านี้

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2550 ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 31 ที่เมือง Christchurch ประเทศนิวซีแลนด์ ได้มีมติเกี่ยวกับการที่กัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยเห็นว่าปราสาทพระวิหารมีคุณค่าที่เป็นสากลอย่างเด่นชัด และสมควรได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกและรับทราบว่าขั้นตอนการขึ้นทะเบียนอยู่ในระหว่างการดำเนินการ ซึ่งไทยและกัมพูชาตกลงที่จะร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งในการจัดทำแผนอนุรักษ์และบริหารจัดการบริเวณปราสาทพระวิหาร โดยเห็นชอบให้มีการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนอีกครั้งหนึ่งในการประชุมคณะกรรมการ ฯ สมัยที่ 32 ในปี 2551
กัมพูชาล็อบบี้ไทยหนุน
รายงานข่าวจากกระทรวงต่างประเทศของไทยว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2550 นาย
ฮอร์ นัมฮอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ประเทศกัมพูชา ได้หารือข้อราชการกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทย ในประเด็นความร่วมมือด้านทวิภาคีต่าง ๆ
หนึ่งในประเด็นความร่วมมือทวิภาคีที่ได้มีการหารือกัน ได้แก่ เรื่องความพยายามของทางการ กพช.ในการยื่นขอจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกจะได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวในการประชุมสมัยที่ 31 ซึ่งจะจัดขึ้นที่นครไครสท์เชิร์ช นิวซีแลนด์ ระหว่างวันที่ 23 มิ.ย. – 2 ก.ค. 50
การหารือเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวในระหว่างการเยือนครั้งนี้ เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งสองฝ่ายยังมีท่าทีและความเห็นที่แตกต่างกันในหลายประเด็น เนื่องจากมีประเด็นด้านกฎหมาย เขตแดนและ อื่น ๆ จำนวนหนึ่ง ซึ่งการเดินทางมาหารือกับฝ่ายไทยของฝ่ายกัมพูชาครั้งนี้ กระชั้นกับช่วงเวลาการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกมาก
แม้ว่าก่อนหน้านี้ฝ่ายไทยได้พยายามขอพบฝ่ายกัมพูชา เพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้หลายครั้ง ยังผลให้การหารือระหว่างไทย-กพช.ครั้งนี้ จึงไม่อาจกระทำได้ในรายละเอียดซึ่งมีความละเอียดอ่อนได้อย่างครบถ้วน รมว.กต.จึงได้มอบหมายให้ ดร.
มนัสพาสน์ ชูโต ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุม คณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 31 เป็นผู้แทนพิเศษของ รมว.กต.ทำหน้าที่เป็นผู้หารือกับคณะผู้แทนประเทศกัมพูชาที่จะเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่นครไครสท์เชิร์ช เพื่อหาข้อสรุปที่เป็นที่ยอมรับกันได้ของทั้งสองฝ่าย และจะมีผลช่วยให้ความร่วมมือกันเพื่อพัฒนาร่วมเขาพระวิหาร ซึ่งรัฐบาลสองฝ่ายได้ตกลงกันในหลักการเบื้องต้นไว้แล้วเพื่อพยายามผลักดันให้ปราสาทพระวิหารเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยั่งยืนระหว่างไทย-กัมพูชาสัมฤทธิ์ผล

ไทยแสดงความยินดี
กระทรวงต่างประเทศของไทยได้ร่างสารแสดงความยินดีว่า “ในโอกาสนี้ ประเทศไทยขอแสดงความยินดีต่อคณะกรรมการมรดกโลก และต่อประเทศและประชาชนกัมพูชาสำหรับคำตัดสินดังกล่าว ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการอนุรักษ์และการทำนุบำรุงรักษาโบราณสถานที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งแห่งนี้ ประเทศไทยเห็นพ้องและพึงพอใจต่อข้อมติดังกล่าว เพราะมีส่วนสำคัญในการช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยกับกัมพูชาในการพัฒนาอนุรักษ์ และบริหารจัดการปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบ
ทั้งนี้ ประเทศและประชาชนไทยพร้อมที่จะให้ความร่วมมือและสนับสนุนกัมพูชาและประชาคมระหว่างประเทศในเรื่องนี้อย่างจริงจังและโดยทันที เพื่อพัฒนาให้ปราสาทพระวิหารเป็นโบราณสถานที่มีคุณค่าสมกับเป็นมรดกโลก ตลอดจนเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างประเทศและประชาชนไทยกับกัมพูชาสืบไป”

โดยในประวัติศาสตร์ถือว่าประเทศไทยเสียปราสาทเขาพระวิหาร เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 โดยผลคำพิพากษาของยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3
ประวัติปราสาทพระวิหาร:ประวัติอันขื่นขม

ปราสาทพระวิหาร ศรีสะเกษ ตั้งอยู่บนยอดเขาพระวิหาร ในเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งกั้นเขตแดนไทย-กัมพูชา ในเขตจังหวัดศรีสะเกษ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 แห่งเขมรเมื่อประมาณ พ.ศ.1581 ลักษณะสถาปัตยกรรมเริ่มตั้งแต่ทางลาดต่ำเชิงเขาเป็นทิวขึ้นไปจนถึงสุดผาชัน มีปราสาทตั้งเรียงรายอยู่สี่ระดับ ทำเป็นอาคารหลังคาทรงจั่ว ไม่มีเรือนยอดอย่างปราสาท ลักษณะเช่นนี้ควรเรียกว่า มณเฑียร ปลายสุดของหน้าผามีชะง่อนหินยื่นออกไป ใต้ชะง่อนหินเป็นที่พักอาศัยได้ เรียกว่า เป้ยตาดี ปัจจุบันนี้เขาพระวิหารอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศกัมพูชา
โดยสภาพภูมิศาสตร์ปราสาทพระวิหารเป็นของไทย เพราะสร้างอยู่บนยอดเขาที่มีลำน้ำ ลำห้วยไหลลงสู่แม่น้ำมูลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้คนที่อยู่ในภูมิภาคนี้เดินขึ้นลงไปประกอบพิธีกรรมได้อย่างสะดวก ผิดกับพวกขอมในที่ราบเขมรต่ำ ต้องปีนป่ายขึ้นทางบันไดหักที่สูงชันจึงขึ้นมาได้ ซึ่งช่องบันไดหักนี้เป็นทางที่ปกติไม่ใช้ขึ้นลงกัน
ในหนังสือสารคดีฉบับเรื่องมองปราสาทจากมุมสูงระบุว่า “การเสียปราสาทพระวิหารแก่กัมพูชาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นเหตุการณ์ที่แสดงถึงการขาดความรู้เรื่องคุณค่า ของวัฒนธรรมในทางการทูตครั้งสำคัญที่สุดเช่นเดียวกัน”
เมื่อฝรั่งเศสได้จุดชนวนปัญหาเรื่องเขาพระวิหารใน พ.ศ. ๒๔๙๒ ก่อนกัมพูชาได้รับเอกราชหนึ่งปี โดยประท้วงที่รัฐบาลไทยเข้าครอบครองปราสาทพระวิหาร ต่อมารัฐบาลโดยการนำของเจ้าสีหนุยื่นฟ้องต่อศาลโลก ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียปราสาทพระวิหารในที่สุด ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่ได้ประท้วงแผนที่ ซึ่งฝรั่งเศสทำขึ้นตามสนธิสัญญา พ.ศ. ๒๔๔๗ และ พ.ศ. ๒๔๕๐ ทั้ง ๆ ที่อยู่ภายในเขตสันปันน้ำฝั่งไทยซึ่งถือว่าเป็นหลักการแบ่งเขตแดนสากล
กรณีปราสาทพระวิหารนี้ มีแต่นักเดินทางและนักวิชาการชาวฝรั่งเศสเท่านั้น ที่ถือว่าเป็นของกัมพูชาอันเป็นอาณานิคมของพวกตน ความรู้ทางวัฒนธรรมของฝรั่งเศส ที่มีต่ออาณานิคมของตนอย่างลึกซึ้ง และความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของรัฐบาลไทยในอดีต คือคำตอบสำหรับการสูญเสียปราสาทพระวิหารให้แก่กัมพูชา ทั้งที่ความเป็นจริงจะตั้งอยู่ในดินแดนประเทศไทยก็ตาม
จักรวรรดินิยมอย่างฝรั่งเศส พยายามเข้าใจบ้านเมืองที่ตนต้องการเข้าไปครอบงำ และปกครองทั้งทางสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งสำคัญกว่าการใช้เพียงกำลังทหารและอาวุธเท่านั้น จึงมีการจัดตั้งสถาบันทางวิชาการอย่างเป็นทางการ โดยดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ศึกษาทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ โบราณคดี และชาติพันธุ์วรรณา ส่งนักวิชาการสาขาต่าง ๆ เข้ามาศึกษาค้นคว้า พิมพ์ผลงานอย่างเป็นระบบ และจัดตั้ง “สถาบันฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ” (BEFEO) ซึ่งยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
บุคคลที่มีบทบาทในการศึกษา สำรวจ ถ่ายภาพ สเกตช์ ทำแผนผัง ปราสาทหินในเขมร ลาว และไทย ดังเช่น นาย
เอเตียน แอมมอนิเยร์ พันเอก เอเตียน เอ็ดมองค์ ลูเนต์ เดอลาจองกิแยร์ รวมถึงศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจารึก ที่สามารถลำดับกษัตริย์ขอมสมัยก่อน และหลังเมืองพระนครได้น่าเชื่อถือกว่าผู้อื่น จนเป็นผู้เชี่ยวชาญ และมีอิทธิพลอย่างยิ่งในการศึกษาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวลาต่อมา
ด้วยการให้ความสำคัญและความเข้าใจทางประวัติศาสตร์โบราณคดี สังคมวัฒนธรรมดังกล่าวนี่เอง เมื่อเกิดกรณีพิพาทเรื่องปราสาทพระวิหาร กัมพูชาจึงใช้ข้อมูลเหล่านี้จากนักวิชาการฝรั่งเศส สร้างความได้เปรียบให้แก่ตน ในขณะที่ฝ่ายไทยมองไม่เห็นความเชื่อมโยง ระหว่างการศึกษาทางสังคมวัฒนธรรม กับการใช้เพื่อการเมืองและการทูตนัก
แนวทางของนักวิชาการจากสถาบันฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการศึกษาด้านโบราณคดี และประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน เพราะนักวิชาการไทยยุคแรก ๆ ได้บุกเบิกการเรียนการสอน โดยเฉพาะในวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ในแนวทางเดียวกับที่นักวิชการจากสำนักนี้ได้เริ่มต้นไว้อย่างมั่นคง และถ่ายทอดสู่นักศึกษารุ่นต่อมาอย่างต่อเนื่อง นับเป็นแนวทางหลักของการเรียนการสอน และการทำงานทางด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ และโบราณคดีในประเทศไทย
แต่ดูเหมือนเราจะได้เทคนิค และวิธีการศึกษามามากว่าจะทำความเข้าใจความสัมพันธ์ ระหว่างเรื่องราวทางประวัติศาสตร์สังคม กับการดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ในท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่สุดในการเข้าใจวัฒนธรรมอย่างถึงแก่น ไม่ติดเพียงเปลือกนอก
Link น่าสนใจ-อ้างอิง
http://www.anuchart.info/article/pra%20wi%20harn.pdf
http://www.geocities.com/ssikao2002/praviharn.html
http://www.sisaket.go.th/mountainhan.html
(Download ย้อนคดีเขาพระวิหาร) isc.ru.ac.th/data/LA0000592.doc
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9490000114916
อ้างอิง
วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ,มองประสาทจากมุมสูง, หนังสือสารคดี
ศรีศักร วัลลิโภดม. แอ่งอารยธรรมอีสาน สำนักพิมพ์มติชน, กรุงเทพฯ, 2533
คำนูณ สิทธิสมาน,หน้ากระดานเรียงห้า , 11 กันยายน 2549